“เอกชน” เดิมพันบัญชีดำ เบี้ยวลงนาม “ไฮสปีด”


3/ 10/ 2019

ถึงเวลานับถอยหลังลงนามสัญญาระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) และกิจการร่วมค้า บริษัท เจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้งส์ จำกัด และพันธมิตร (กลุ่มซีพี) กับโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน

ที่ประชุม คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เมื่อ 30 ก.ย.ที่ผ่านมาเห็นชอบให้คณะกรรมการคัดเลือกโครงการดังกล่าว ส่งหนังสือเรื่อง“กำหนดวันลงนามในสัญญาร่วมทุนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน”เพื่อเชิญกลุ่มซีพี มาลงนามสัญญาในวันที่ 15 ต.ค.นี้

เนื่องจากที่ประชุม กพอ.เห็นว่าการเจรจาทั้งหมดที่ผ่านมา คณะกรรมการคัดเลือกฯ ได้ยืนยันว่าดำเนินการตามกรอบกำหนดในเอกสารยื่นข้อเสนอโครงการ (RFP) พร้อมทั้งเจรจาในรายละเอียดร่วมกับกลุ่มซีพีมาอย่างต่อเนื่อง 

จนกระทั่งจะครบกำหนดอายุข้อเสนอของ กลุ่มซีพี วันยืนราคา 7 พ.ย.นี้ แต่ทางกลุ่มซีพี ยังไม่ยินยอมรับเงื่อนไขที่จะระบุไว้ในร่างเอกสารแนบท้ายฯ หมายเลข 6 แผนการส่งมอบพื้นที่ของโครงการฯ และหมายเลข 12 ข้อกำหนดเรื่องดัชนีชี้วัด ทั้งที่เป็นเงื่อนไขตามที่กำหนดไว้ใน RFP

คณะกรรมการคัดเลือกฯ จึงเห็นว่าเพื่อมิให้โครงการเกิดความล่าช้าอันจะมีผลกระทบกับโครงการอื่นๆ ในอีอีซี อันอาจก่อให้เกิดความเสียหาย จึงมีมติให้ดำเนินการตามกรอบของ RFP อย่างเคร่งครัด โดยคณะกรรมการคัดเลือกฯ กำหนดวันลงนามสัญญาร่วมกับกลุ่มซีพี เป็นวันที่15 ต.ค.2562 ตั้งแต่เวลา 13.30-16.30 น. ณ ห้องปฏิบัติการ ชั้น 3 ตึกบัญชาการ การรถไฟแห่งประเทศไทย

ศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ออกมาระบุว่า หากกลุ่มซีพีไม่มาลงนามสัญญาในวัน เวลา และสถานที่ดังกล่าวคณะกรรมการคัดเลือกฯ ถือว่ากลุ่มซีพี เป็นผู้ยื่นข้อเสนอที่ได้รับคัดเลือก แต่ไม่ไปทำสัญญาร่วมทุน ภายในเวลาที่กำหนด 

ดังนั้น ร.ฟ.ท.จะใช้สิทธิตามที่กำหนดไว้ในข้อ 56 ตามเอกสาร RFP คือ ดำเนินการริบหลักประกันซองวงเงิน 2 พันล้านบาท หรือเรียกร้องจากผู้ออกหลักประกันซอง และเรียกร้องค่าเสียหายจากกลุ่มซีพีถ้ามี รวมทั้งจะพิจารณาให้ผู้ทิ้งงานตามระเบียบของทางราชการต่อไป

สำหรับข้อกำหนดที่ถูกระบุไว้ในเอกสาร RFP ในประเด็นหลักประกันซองจะถูกริบได้ แบ่งออกเป็นกรณี 1.ผู้ยื่นข้อเสนอขอถอนเอกสารข้อเสนอของตน ในช่วงเวลาที่เอกสารข้อเสนอยังไม่หมดอายุ

2.ผู้ยื่นข้อเสนอไม่ยอมรับการแก้ไขข้อมูลที่เสนอไป 

3.ในกรณีที่ผู้ยื่นข้อเสนอเป็นผู้ที่ได้รับคัดเลือก แต่ไม่ดำเนินการตามข้อกำหนด คือก. ไม่ลงนามสัญญาร่วมลงทุน หรือ ข. ไม่ยื่นหลักประกันสัญญาซึ่งผู้ยื่นข้อเสนอที่ผ่านการประเมิน จะต้องวางหลักประกันสัญญาที่ออกโดยธนาคารให้กับ ร.ฟ.ท.ในวันที่เข้าทำสัญญาร่วมทุนเป็นมูลค่า 4.5 พันล้านบาท

ส่วนกรณีการพิจารณาให้ผู้ทิ้งงานตามระเบียบของทางราชการตามกฎหมายของ กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ระบุไว้ว่า เมื่อส่วนราชการดำเนินการจัดจ้าง และมีเหตุแห่งการทิ้งงาน คือผู้ที่ได้รับการคัดเลือกแล้วไม่มาทำสัญญา หรือข้อตกลงภายในเวลาที่ทางราชการกำหนด

ส่วนราชการประกาศจัดจ้างดำเนินการจนกระทั่งได้ตัวผู้จะมาลงนามในสัญญากับทางราชการแล้ว และส่วนราชการผู้ว่าจ้างให้มาทำสัญญาหรือข้อตกลงแต่ปรากฎว่า ผู้ประกอบการรายนั้นไม่มาทำสัญญาหรือข้อตกลง ก็เข้าข่ายว่าผู้ประกอบการรายนั้นเป็นผู้ทิ้งงาน

โดยการลงโทษผู้ทิ้งงานตามกฎหมายระบุว่าห้ามส่วนราชการก่อนิติสัมพันธ์กับผู้ทิ้งงานที่กระทรวงการคลัง ได้ระบุชื่อไว้ในบัญชีรายชื่อผู้ทิ้งงาน และได้แจ้งเวียนชื่อแล้ว ทั้งในส่วนของเป็นผู้ทิ้งงานด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดา และนิติบุคคล โดยการพิจารณาลงโทษผู้ทิ้งงาน นอกจากจะเป็นผู้ทิ้งงานของส่วนราชการแล้ว ยังหมายรวมถึงผู้ทิ้งงานของรัฐวิสาหกิจ และองค์ปกครองส่วนท้องถิ่นด้วย
 

“เอกชน” เดิมพันบัญชีดำ เบี้ยวลงนาม “ไฮสปีด”

วรวุฒิ มาลา รักษาการผู้ว่า ร.ฟ.ท.กล่าวในฐานะประธานคณะกรรมการคัดเลือกของโครงการฯ ระบุว่า ขณะนี้ยังมั่นใจว่าทางซีพีจะดำเนินการลงนามในสัญญาร่วมทุนตามกรอบกำหนด พร้อมทั้งได้แจ้งรายละเอียดให้ซีพีรับทราบ และมีการหารือถึงการเจรจาในข้อตกลงร่วมทุนโครงการทั้งหมดมาอย่างต่อเนื่อง

โดยเน้นย้ำว่าไม่สามารถส่งมอบพื้นที่ได้ครบ 100% แต่ ร.ฟ.ท.จะส่งมอบหลังลงนามสัญญา 70% ของพื้นที่ส่วนสำคัญซึ่งมากกว่าที่เอกสาร RFP กำหนดไว้ว่าต้องส่งมอบมากกว่า 50% ของพื้นที่ส่วนสำคัญ

“ขณะนี้จึงมั่นใจว่าจะมีการลงนามเกิดขึ้นตามกำหนด 15 ต.ค.นี้ แต่หากกลุ่มซีพีไม่ลงนามตามกำหนดดังกล่าว ตามข้อกฎหมายระบุไว้ว่าจะต้องขึ้นบัญชี หรือแบล็คลิสต์ เอกชนทุกรายในกลุ่มกิจการร่วมค้า"

อย่างไรก็ตาม ในกรณีของโครงการนี้ ถือเป็นการร่วมทุน คณะกรรมการคัดเลือกฯ จึงจะมีการจัดประชุมเพื่อสรุปทิศทางดำเนินงานต่อไป หากมีกรณีดังกล่าวเกิดขึ้น โดยจะมีการจัดประชุมทันทีในเย็นวันที่ 15 ต.ค.นี้

สำหรับกลุ่มกิจการร่วมค้า บริษัท เจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง จำกัด และพันธมิตรประกอบด้วย บริษัท เจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง จำกัด , บริษัท อิตาเลียน-ไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน), China Railway Construction Corporation Limited หรือ CRCC , บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) , บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM

โดยจะเห็นได้ว่ารายชื่อเอกชนนี้ล้วนแต่เป็นกลุ่มผู้รับเหมาเบอร์ต้นๆ ของประเทศ เดิมพันลงนามไฮสปีดเทรนครั้งนี้ คงต้องจับตาดูว่า หากมีการลงนามสัญญาตามนัด ก็หายห่วง แต่หากเกิดกรณีผิดนัดพันธมิตรรับเหมาในกิจการร่วมค้า โดนหางเลขขึ้นบัญชีดำชวดงานในอนาคตได้ง่ายๆ

เว็บไซต์อ้างอิง : https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/849369

ไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหว ติดตาม Tooktee (ทุกที่) ผ่านโซเชียลมีเดีย

บทความที่เกี่ยวข้อง