ใช้รถไฟฟ้าเตรียมเฮ “สนธิรัตน์”ศึกษาลดค่าตั๋ว


10/ 12/ 2019

“สนธิรัตน์ เร่งคลอดหลักเกณฑ์และแนวทางตั้งโรงไฟฟ้าชุมชน คาดก่อให้เกิดเม็ดเงินลงทุน 7-8 หมื่นล้านบาท ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในปีหน้า เตรียมนำโครงการพลังงานชุมชนเข้าหารือในคณะกรรมการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานเร็วๆ นี้ หลังจากมีผู้ยื่นเสนอคำขอกว่า 100 โครงการแล้ว พร้อมผุดไอเดีย ปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่ ขายให้รถไฟฟ้า ช่วยลดภาระประชาชนเดินทาง

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดการสัมมนา “การสื่อสารนโยบายพลังงานสู่การปฏิบัติ ปี 2563”ว่า การสัมมนานี้มีขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อเป็นเวทีมอบนโยบายให้แก่ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของกระทรวงพลังงานทั้งจากส่วนกลางและภูมิภาค เพื่อรับทราบทิศทางการขับเคลื่อนนโยบายด้านพลังงานไปพร้อมๆ กัน ผ่านนโยบาย “Energy For All พลังงานเพื่อทุกคน” ซึ่งได้ดำเนินการมาระยะหนึ่งแล้ว ตั้งแต่ที่เข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเมื่อเดือนกรกฎาคม ปี 2562 และยังคงเป็นนโยบายหลักที่จะผลักดันต่อไปในปี 2563

ทั้งนี้ กระทรวงพลังงาน เป็นหน่วยงานที่มีบุคลากร มีทีมงานที่มีความสามารถและเชี่ยวชาญ รวมถึงมีรัฐวิสาหกิจที่มีความเข้มแข็ง แต่ภาพลักษณ์เดิมของกระทรวงฯ ถูกมองว่าให้ความสำคัญกับการลงทุนขนาดใหญ่ ประชาชนยังไม่สามารถเข้าถึงพลังงาน ซึ่งในความเป็นจริงแล้วกระทรวงฯ มีการทำงานที่ลงไปในระดับประชาชน ในระดับชุมชนอยู่ด้วยแล้ว เพียงแต่ขาดพลังที่จะบริหารจัดการเพื่อขับเคลื่อนนโยบายไปสู่เศรษฐกิจระดับฐานราก วันนี้จึงถือเป็นโอกาสดีที่จะได้มาทำความเข้าใจร่วมกัน เพื่อทำให้นโยบายถูกแปรไปสู่ทางปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งการดำเนินงานได้เน้นย้ำจะเร่งดำเนินการให้สำเร็จเป็นรูปธรรมภายใต้นโยบาย Energy For All อาทิ

https://medias.thansettakij.com/images/2019/12/09/1575885419_3.jpg

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์

1.การเร่งโครงการโรงไฟฟ้าชุมชนกว่า 1,000 เมกะวัตต์ ในช่วง 3 ปีข้างหน้า ซึ่งในการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน จะนำหลักเกณฑ์และแนวทางการจัดตั้งโรงไฟฟ้าชุมชน เสนอให้ที่ประชุมพิจารณา ในวันที่ 16 ธันวาคม นี้ เพื่อนำไปสู่การออกประกาศหลักเกณฑ์และแนวทางในการจัดตั้งโรงไฟฟ้าชุมชมโดยคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) ต่อไป ซึ่งในปี 2563 จะประกาศรับซื้อไฟฟ้าจ่ายเข้าระบบราว 700 เมกะวัตต์ คาดจะก่อให้เกิดการลงทุนกระตุ้นเศรษฐกิจได้ประมาณ 7-8 หมื่นล้านบาท และปี 2564 จะประกาศรับซื้ออีก 300 เมกะวัตต์

ทั้งนี้ หลักการจัดตั้งโรงไฟฟ้าจะพิจารณาผลประโยชน์ที่ชุมชนจะได้รับเป็นหลัก เช่น เกิดการใช้วัตถุดิบในพื้นที่และต้องยกระดับรายได้ของชุมชน ซึ่งหากพบว่า ดำเนินการไปแล้วเอกชนรายใด ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข หรือ เบี้ยวชุมชน จะยกเลิกการรับซื้อไฟฟ้าทันที

 2.การส่งเสริมพลังงานชุมชนหรือสถานีพลังงานชุมชน โดยตั้งเป้าหมายทุกพื้นที่ของประเทศไทยที่มีเอกสารสิทธิ์ที่ถูกต้องจะมีไฟฟ้าใช้ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต ทั้งพื้นที่บริเวณชายขอบ ชายแดน ปลายสายส่งไฟฟ้า ที่เกิดไฟตกไฟดับ จำเป็นต้องแก้ปัญหาอีกจำนวนมาก ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อยู่ระหว่างเร่งจัดทำแผนงานสนับสนุนงบประมาณผ่านกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตให้ทุกพื้นที่ได้มีไฟฟ้าใช้อย่างทั่วถึง

https://medias.thansettakij.com/images/2019/12/09/1575885483_2.jpg

“พลังงานชุมชน จะเป็นลักษณะผลิตไฟฟ้าใช้เองไม่ขายเข้าระบบ(Off Grid) โดยจะใช้เงินจากกองทุนอนุรักษ์ฯเข้าไปสนับสนุน หรือ อาจดึงภาคเอกชน เข้าร่วมจัดทำโครงการความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมขององค์กร(CSR) โดยขณะนี้ๆ อยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมรายละเอียดโครงการฯ เพื่อนำเข้าสู่การพิจาณาของคณะอนุกรรมการกองทุนฯ ในเร็วๆนี้ หลังจากมีผู้ยื่นเสนอคำขอกว่า 100 โครงการแล้ว คาดว่า จะสามารถเริ่มทยอยอนุมัติจัดสรรงบประมาณปี 2563 ที่มีอยู่ 1 หมื่นล้านบาท ได้ในช่วงเดือน ก.พ.-มี.ค.ปี 2563”

3.ด้านลดค่าครองชีพ ที่นอกเหนือจากช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย จากส่วนลดค่าก๊าซหุงต้มและค่าไฟฟ้าผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างปรับปรุงโครงสร้างราคาพลังงานทั้งน้ำมันและก๊าซให้เกิดความเป็นธรรม

4.ส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพ โดยผลักดันการใช้ดีเซลB10(น้ำมันดีเซลที่ผสมน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์?10%ในทุกลิตร) เป็นน้ำมันเกรดมาตรฐาน เพื่อดูดซับปริมาณน้ำมันปาล์มดิบ(CPO)ส่วนเกินประมาณ 4 แสนตันออกจากตลาด ซึ่งจะช่วยสร้างเสถียรภาพราคา และขณะนี้สามารถยกระดับราคาปาล์มน้ำมันขึ้นมาที่กิโลกรัมละกว่า 4 บาทแล้ว อีกทั้งยังช่วยลดปัญหาฝุ่น PM 2.5 รวมทั้งในปี 2563 จะออกมาตรการส่งเสริมแก๊สโซฮอล์E20(น้ำมันเบนซินที่ผสมเอทานอล 20% ในทุกลิตร) ต่อไป

https://medias.thansettakij.com/images/2019/12/09/1575885532_4.jpg

5.สนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า(EV) อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งได้หารือกับนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อจัดตั้งคณะกรรมการระดับชาติขึ้นมาดูแลโดยจะต้องส่งเสริมร่วมกันทั้งระบบ พร้อมพิจารณามาตรการส่งเสริมการลงทุน เพื่อรองรับทิศทางในอนาคต ในส่วนของกระทรวงพลังงาน พร้อมสนับสนุนเรื่องของ สถานีชาร์จไฟฟ้า และทบทวนอัตราค่าไฟฟ้าที่เหมาะสม

ขณะเดียวกันได้มอบหมายให้คณะกรรมการกับกิจการพลังงาน(กกพ.) ไปศึกษาโครงการสร้างค่าไฟฟ้าใหม่ ในส่วนของกำลังผลิตไฟฟ้าส่วนเกินที่เหลือใช้ หรือไฟฟ้าสำรองของประเทศมีอยู่ระดับ 30% นำมากำหนดเป็นอัตราค่าไฟฟ้าใหม่ และจำหน่ายให้กับรถไฟฟ้าสาธารณะเช่น BTS และ MRT รวมถึงรถยนต์ไฟฟ้าหรืออีวี ในอัตราที่ต่ำกว่าอัตราค่าไฟฟ้าทั่วไป เพื่อนำมาต้นทุนค่าไฟฟ้ที่ลดลง มาเป็นส่วนลดให้กับค่าโดยสารรถไฟฟ้า เป็นการช่วยลดภาระของประชาชนได้อีกทางหนึ่ง

นายสนธิรัตน์ กล่าวอีกว่า ในปี 2563 จะผลักดันให้เกิดการเจรจาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทยและกัมพูชา เพื่อหาข้อตกลงในการพัฒนาพื้นที่ปิโตรเลียมทับซ้อนระหว่างกัน เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อความมั่นคงร่วมกันใน 20 ปีข้างหน้า รองรับก๊าซในอ่าวไทยลดลง แม้ว่าการประมูลแหล่งบงกช และเอราวัณ จะเสร็จสิ้นไปแล้ว แต่ปริมาณก๊าซเหลือน้อยจึงต้องเตรียมความพร้อมรองรับไว้ โดยจะมีการตั้งคณะกรรมการร่วมในการเจรจาเร็วๆนี้

เว็บไซต์อ้างอิง : https://www.thansettakij.com/content/Macro_econ/416414

ไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหว ติดตาม Tooktee (ทุกที่) ผ่านโซเชียลมีเดีย

บทความที่เกี่ยวข้อง